การฟอกสีฟัน โดยความควบคุมดูแลของทันตแพทย์  
 
การฟอกสีฟัน โดยความควบคุมดูแลของทันตแพทย์  
[Dentist Monitoring or Dentist Prescribed]


แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1.
การฟอกสีฟันที่คลินิก [In-office Bleaching]
ซึ่งทั้งหมดทันตแพทย์จะเป็นผู้จัดการให้ท่านในคลินิก

2. การฟอกสีฟันที่บ้าน [Home Bleaching]
หลังการตรวจสอบและวางแผน ทันตแพทย์จะพิมพ์ปากท่านเพื่อนำไปทำ
ถาดฟอกสีฟัน [Bleaching Tray]และนัดท่านมาอีกครั้ง เพื่อรับถาด
ฟอกสีฟัน น้ำยาฟอกสีฟันในความเข้มข้นต่างๆ ตามแต่ทันตแพทย์วางแผน
พร้อมกับคำแนะนำในการใช้งาน เพื่อนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องที่บ้าน

ก่อนทำการฟอกสีฟัน

ท่านจะได้รับการตรวจสุขภาพในช่องปากอย่างละเอียดจากทันตแพทย์ของท่าน

ผู้จะทำการฟอกสีฟัน
1. ควรมีสุขภาพในช่องปาก เหงือก และฟันที่ดี เช่นไม่มีฟันผุ เหงือกไม่อักเสบ ไม่มีเลือดออกตามไรฟัน ฯลฯ
2. ถ้ามีปัญหา ควรให้ทันตแพทย์ของท่าน ทำการรักษาให้เรียบร้อยเสียก่อน
3. ถ้ามีอาการเสียวฟันซี่ใดเป็นพิเศษ ไม่ว่าดื่มน้ำร้อน น้ำเย็น หรืออื่นๆ ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ของท่านทราบ
    เพื่อที่จะทำการป้องกันไว้ก่อน หรือวางแผนระหว่างการรักษาได้ถูกต้อง

ทันตแพทย์
1. จะเป็นผู้ทำการตรวจสอบ และปรับปรุงสุขภาพในช่องปากพื้นฐาน เช่น ต้องถอนฟัน หรือ รักษารากฟันที่เสีย อุดฟัน
    ขูดหินปูน ทายากันเสียว ฯลฯ ก่อนทำการฟอก
2. ทำการตรวจสอบและประเมินสีฟันเบื้องต้น ถึงสาเหตุ วางแผนการรักษา เลือกวัสดุเทคนิควิธีการที่เหมาะสม
    และจำเพาะสำหรับท่าน
3. จะเป็นผู้ทำการฟอกสีฟันไม่ว่าจะด้วยวิธีใดแต่ท่าน จนกว่าจะได้ผลเป็นที่พอใจ
4. ให้การป้องกัน รักษา หรือ แก้ไข ปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ระหว่างทำการฟอกสีฟัน


คำแนะนำ ในการฟอกสีฟันที่บ้าน

ทันตแพทย์ของท่าน จะให้ถาดฟอกสีฟัน น้ำยาฟอกสีฟัน และอื่นๆ เช่น ยากันเสียวฟัน ยาสีฟัน กล่องใส่ถาดฟอกสีฟัน ฯลฯ
และ คำแนะนำพื้นฐานสำหรับนำไปปฏิบัติดังนี้

การใส่ถาดฟอกสีฟัน
1. ถาดฟอกสีฟันนั้นควรเก็บใส่กล่องที่จัดมาให้ ส่วนน้ำยาฟอกควรเก็บไว้ในตู้เย็น [ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง] ความร้อนจะทำ
    ให้น้ำยาเสียคุณสมบัติอย่างรวดเร็ว
2. เรามักจะทำการฟอกสีฟัน ในระหว่างตอนนอน [Bed Time] ซึ่งน้ำยาที่ทันตแพทย์ให้ท่านนั้นสามารถออกฤทธิ์ได
้     นานถึง 8-10 ชม.ถ้าอยากฟอกในตอนกลางวัน [Day Time] ควรฟอกนานแค่ 4-5 ชม.
3. ก่อนทำการฟอกทุกครั้ง ควรแปรงฟัน ทำความสะอาดก่อน
4. บีบน้ำยาใส่ถาดฟอกบริเวณที่เป็นส่วนด้านหน้าของตัวฟัน โดยสำหรับคนไทยใช้ประมาณสัก 3 หัวไม้ขีดไฟต่อซี่ก็พอเก็บ
     หลอดน้ำยาที่เหลือไว้ในตู้เย็น
5. ใช้ผ้าก็อซ สำลี หรือผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ เช็ดที่ตัวฟันให้ชื้น ก่อนใส่ถาดฟอกเพราะถ้าฟันที่แห้งเกินไป
     น้ำยาฟอกจะไปดูดน้ำที่ตัวฟัน เพื่อช่วยในการแตกตัว จะทำให้เสียวฟันได้ง่าย หรือ ถ้าฟันเปียกน้ำลายมากเกินไป
     เอ็นไซม์ในน้ำลายจะไปทำลายของน้ำยา
6. ถาดฟอกสีฟันนั้น ทันตแพทย์จะทำมาจำเพาะสำหรับช่องปากของท่าน จะมีความแนบสนิทสูง โดยใช้พลาสติกที่บาง
    นุ่ม ไม่ละคายเคือง น้ำยาที่ทันตแพทย์ให้ท่าน จะเป็นเจลที่ข้นเหนียวมาก เมื่อท่านใส่ถาดฟอกในปาก จะให้ความแนบ
    สนิทมาก น้ำยาไม่ไหลเลอะลงคอ ท่านจะรู้สึกสบาย ไม่อึดอัดรำคาญ ไม่ต้องไปวิตกกังวล
7. ถ้ามีส่วนเกิน ให้เอาผ้าก็อซชุปน้ำเช็ดออก หรือ ใช้แปรงสีฟันแปรงออก
8. ควรทำการฟอกก่อนนอน ไม่ควรมีการพูดคุยกันอีกหลังใส่ถาดน้ำยา นอนพักผ่อนได้ตลอดคืน โดยน้ำยาจะค่อยๆแตกตัว
    อย่างช้าๆ และ ทำการฟอกสีฟันท่านตลอดทั้งคืน

การถอดถาดฟอกสีฟัน
1. ควรถอดออกหลังจากตื่นนอนทันที
2. นำถาดไปล้างน้ำให้สะอาด เอาน้ำยาที่เหลือค้างออกให้หมด สลัดเอาน้ำออก แล้วเก็บใส่กล่อง แปรงฟันตามปกติ
    จะเป็นการเอาน้ำยา ฟอกที่ติดตัวฟันออกไปด้วย
3. หลังทำการฟอกท่านอาจเข็ด หรือเสียวฟันนิดหน่อย โดยเฉพาะตอนแปรงฟัน ซึ่งถือเป็นอาการปกติ อาการนี้จะค่อย ๆ
    หายไป ท่านไม่ต้องเป็นกังวล
4. บางท่านถ้าอาจมีอาการเข็ดหรือเสียวฟันมาก ทันตแพทย์อาจให้ท่านใช้ ถาดฟอกสีฟันเดิมใส่น้ำยากันเสียว ซึ่งเป็นเจล
    ที่เข้มข้นเหนียวเหมือนกัน ใส่ต่อไปอีกสัก1/2-1 ชม. หรือทันตแพทย์อาจใช้วิธีอื่นๆแก้ให้กับท่าน

   

เมื่อทันตแพทย์พิมพ์ปากท่านแล้ว จะนำไปทำถาดฟอกสีฟัน โดยจะทำที่สำหรับเป็นที่อยู่ของน้ำยาฟอกสีในที่จะทำการฟอก
[แนววัสดุสีน้ำเงิน] ถาดฟอกสีฟันนี้ จะจำเพาะในแต่ละคน ทำด้วย
พลาสติกที่บางหรือนิ่ม สะดวกสบายเมื่อใส่

 

บีบน้ำยาฟอกสีเฉพาะด้านหน้าฟันตรงบริเวณที่ทำที่ไว้ให้ สำหรับ
คนไทยเอาสักแค่ 3 หัวไม้ขีดไฟก็พอ ทำฟันให้เปียกด้วยน้ำหมาด ๆ
แล้วค่อยใส่ถาดฟอกสีฟัน ปรับให้แนบสนิท
เช็ดน้ำยาส่วนเกินที่ล้นถูกเหงือกออก แล้วนอนได้เลย
 
 
ข้อควรรู้ และ คำแนะนำระหว่างการฟอกสีฟันที่บ้าน
     
 
                      Before                    After
1. อาการเข็ดฟันหรือเสียวฟันหลังฟอกนั้น เป็นเรื่องปกติชั่วคราว จะค่อยๆ หายไปอย่างรวดเร็ว
2. ถ้าท่านมีอาการนี้มาก หรือปัญหาอื่นๆที่มากไปกว่านี้ ไม่ต้องไปวิตกกังวล กรุณาติดต่อถึงทันตแพทย์ของท่านโดยด่วน
    เพราะเป็นผู้แก้ปัญหาให้ท่านได้ เช่น มีน้ำยาเสียวฟันในหลายขนาด หลายรูปแบบ และหลายวิธีการ หรือ มีแนวทาง
    ที่จะจัดการ ช่วยแก้ปัญหาอื่นๆ ให้กับท่านได้อย่างง่ายๆ
3. ระหว่างทำการฟอก ควรงดทานอาหารที่มีรสจัด รสเปรี้ยว อาหารที่มีสี สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ ฯลฯ
4. ความเป็นจริง คือ น้ำยาฟอกสีฟันที่ทันตแพทย์ใช้กับท่าน มีฤทธิ์เสริมอีกอย่าง คือ เป็นยาฆ่าเชื้อในช่องปาก
    [Oral Anticeptive] ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ที่เมื่อทำการฟอกแล้ว จะมีแผลพุพองในช่องปาก จริงแล้วกลับเป็นตัวทำ
    ให้แผลในช่องปากที่ท่านอาจมี หายเร็วขึ้น
5. น้ำยาที่ใช้ก็ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ไม่เคยมีรายงานว่า มีคนไข้แพ้น้ำยาฟอกสีฟันไม่เป็นตัวให้ก่อเกิดมะเร็ง ฯลฯ
     น้ำยาฟอกที่ใช้ เมื่อกลืนเข้าไป ก็ไม่มีอันตราย เพราะในขั้นสุดท้ายจะแตกตัวเป็นน้ำ กับ ยูเรีย
     [Urel-สารที่มีในปัสสาวะของมนุษย์]
6. ไม่ควรทำการฟอกสีฟัน เมื่อท่านอยู่ระหว่างการรักษาร่างกายในเรื่องอื่นๆ ระหว่างตั้งครรภ์ หรือ ให้นมลูก แม้ว่ามันจะไม่
     มีผลเสียอะไร
7. การฟอกสีฟันนั้น ได้ผลเฉพาะเนื้อฟันจริง ไม่รวมถึงวัสดุอุดสีเหมือนฟันหรือฟันปลอม
8. การฟอกสีฟันในความควบคุมดูแลโดยทันตแพทย์ นั้นให้ผลสำเร็จสูงมาก มีการวิจัยพบว่า อัตราผลความสำเร็จของ
     การรักษานั้น มากถึง 98% ไม่ว่าสีฟันจะเข้มข้นมากน้อยเพียงใด ทันตแพทย์จะทำสำเร็จเสมอ ถ้าท่านให้ความร่วมมือ
     ที่ดีต่างเพียงอาจใช้เวลาแตกต่างกัน และเมื่อฟอกแล้วก็ให้ผลค่อนข้างถาวร อาจเข้มข้นบ้าง แต่ก็ไม่เคยพบว่าสีฟันเข้ม
     กลับคืนเป็นสีตั้งต้น มี 2% เท่านั้น ที่อาจทำการรักษาไม่ได้ผล
9. หลังการฟอกสีอาจกลับเข้มข้นขึ้นมาใหม่ อีก จะมากหรือน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติจากอาหารการกิน สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ
     หรือ อายุที่เพิ่มมากขึ้น ฯลฯ ท่านสามารถฟอกเพิ่มเติม ให้สีฟันขาวยิ่งขึ้นไปอีกได้ หรือฟอกสีที่กลับเข้มมากขึ้นให้
     ขาวดังเดิมได้ในภายหลัง และอย่างง่ายๆใช้เวลาอันสั้น
 

เกี่ยวกับเรา
       l       ความสะดวกสะบาย       l       การบริการ       l       บุคลากร       l       ติดต่อเรา

สงวนลิขสิทธิ์ © คลินิก เจริญเมือง (ซี.เอ็ม) ทันตกรรม  เชียงใหม